Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

Posted in Uncategorized | 1 Comment

ครั้งบ้านเมืองดี

เมื่อหลายวันก่อนเพื่อนสนิทข้าพเจ้าส่งลิ้งเวบคลื่นวิทยุแห่งหนึ่งมาให้ฟัง   สาระของคลื่นนี้ไม่มีอะไรมากเลยนอกไปจากการเปิดเพลงเก่าอันหลากหลายการพูดคุยกับผู้ฟังอย่างสุภาพเป็นกันเอง การออกอักขระและใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง

 

แต่สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้ฟังวิทยุชาวไทยหาไม่เจอมานานแล้ว  ถ้าให้พูดกันตรงไปตรงมาก็คือคลื่นวิทยุและดนตรีถูกทำให้กลายเป็นตลาดถูกยึดครองด้วยค่ายเทปไม่กี่รายที่ระดมเปิดเพลงจากนักร้องค่ายตัวเองเพื่อให้ดังเข้าไว้ๆๆ  คลื่นเพลงนี้จึงได้รับความนิยมพอสมควร

 

ฉันเป็นคนชอบฟังเพลงที่ความคล้องจองของเนื้อร้อง  เมื่อเพลงสมัยนี้ถอดทิ้งสัมผัสนอกสัมผัสในไปแล้วเลยต้องขอทอดทิ้งเพลงเหล่านี้ไปบ้าง   ขณะเดียวกันแม้เพลงยุค Retro ที่ทางคลื่นดังกล่าวเอามาเปิดจะแก่เกินยุคของฉันไปเสียอีก  ฉันก็สมัครใจฟังทั้งที่ไม่รู้จักมันเนี่ยแหละ  เพราะแน่ใจว่าคงมีเพลงเพราะๆให้ฟังแล้วชื่นใจ สบายใจบ้างมากกว่าไปรอฟังจากเพลงกอล์ฟ-ไมค์

 

วิกฤต กูเบื่อเพลงไทยสมัยนี้  น่าจะไม่จบลงง่ายๆ   อย่างน้อยหากตลาดไม่เปิดโอกาสและสร้างความหลากหลายเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ฟังบ้าง  คลื่นวิทยุบนหน้าปัดควรพยายามจัดสรรให้มีทั้งเพลงปัจจุบัน  ลูกทุ่ง ลูกกรุง เพลงยุคก่อน  สุนทราภรณ์   ดนตรีไทย ซึ่งก็ไม่ได้มีไว้เพื่อให้คนเลือกฟังตามอายุ  แต่ให้เป็นไปตามรสนิยม  พ่อแม่ถ้าอยากอินเทรนด์ตามลูกก็ฟังกอล์ฟ-ไมค์   ลูกๆอยากเข้าใจยุคสมัยพ่อแม่ก็ไปฟังสุนทราภรณ์   ใครอยากเล่นดนตรีไทยเป็นก็ควรสามารถตามฟังดนตรีไทยได้ตามวิทยุ  ความหลากหลายจะทำให้เกิดการกล้าสร้างสรรค์ดนตรีใหม่ๆเพราะมีฐานของผู้ฟังแล้ว 

 

ถ้าอยากให้ดนตรีดีๆกลับมาก็ต้องสร้างตลาดไว้รองรับ  ถ้ามัวแต่เรียกร้องโดยไม่สร้างกลุ่มคนฟังแล้วใครจะมาสนใจเล่าครับ

 

จริงๆแล้วปรากฏการณ์ถวิลกลับไปเมื่อครั้งบ้านเมืองดีมีอยู่เสมอในประเทศไทยอาจเป็นเพราะเรารู้สึกว่าบ้านเมืองสังคมนับวันจะเสื่อมลงๆๆ ต่างจากเมื่อห้าปีก่อน สิบปีก่อน ห้าสิบปีก่อนเสมอ 

 

บ้านเมืองดีที่คนสมัยก่อนถวิลหานั้นคืออยุธยาที่ถูกทำลายโดยคนนอก  แต่ครั้งบ้านเมืองดีในสมัยนี้นั้นถอยหลังไปได้ไม่กี่สิบปีและเป็นบ้านเมืองดีที่เสื่อมลงด้วยน้ำมือของเราเอง    

Posted in Uncategorized | 1 Comment

หวดไม้เรียว หักไม้เรียว

ช่วงนี้หากเข้าเวบพันทิบห้องหว้ากอ  หากไม่เจอกระทู้เกี่ยวกับรถไฟไทย  การขนส่งมวลชน  ก็ต้องเจอเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างครูอาจารย์กับนักเรียนนักศึกษา ซึ่งถ้าให้เล่าหมดทุกเรื่องกว่าจะจบคงต้นปีหน้า  ในที่นี้ขอกล่าวถึงเฉพาะเรื่องไม้เรียวที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในสังคมเรา
 
เมื่อหลายอาทิตย์ก่อนมีผู้ปกครองท่านหนึ่งได้มาตั้งกระทู้ระบายถึงการที่โรงเรียนเอกชนชายล้วนชื่อดังย่านสาทรที่มีชื่อว่า กรุงเทพ…..(ไม่รู้เล้ยโรงเรียนอะไร)ยังคงใช้ไม้เรียวหวดก้นเด็กนักเรียนอยู่อย่างสม่ำเสมอ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กเรื่องใหญ่อะไรก็ตาม  ปฏิกิริยาจากประชาคมหว้ากอมีทั้งสนับสนุนและต่อต้านการใช้ไม้เรียว   ฉันได้ถามเพื่อนที่เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนชื่อดังดังกล่าวซึ่งเป็นคนเรียบร้อยแต่ก็ใช่ว่าจะรอดพ้นคมไม้เรียวไปได้   คิดไปคิดมาทำให้นึกถึงว่าสมัยก่อนฉันเคยถูกลงโทษอย่างไรบ้าง
 
ฉันรู้จักไม้เรียวครั้งแรกจากหนังสือมูลบทบรรพกิจของพระยาศรีสุนทรโวหาร(น้อย  อาจารยางกูร)ซึ่งท่านนำมาจากกาพย์พระไชยสุริยาของสุนทรภู่อีกต่อหนึ่งความว่า
 
ฉบัง 16
ระวังตัวกลัวครูหนูเอ๋ย                 ไม้เรียวเจียวเหวย
กูเคยเข็ดหลาบขวาบเขวียว
หันหวดปวดแสบแปลบเสียว หยิกซ้ำช้ำเฃียว
อย่าเที่ยวเล่นหลงจงจำ
 
เรียกได้ว่าไม้เรียวกับครูไทยเป็นของคู่กันมาแต่สมัยโบร่ำโบราณ  แต่ในช่วงเรียนประถมฉันก็ไม่เคยลิ้มรสไม้เรียวสักที  ที่เคยเจอมากสุดก็ไม้ประมาณฟุตเหล็กตีมือตอนที่ไม่ทำการบ้าน ไม่เช่นนั้นก็โดนลงโทษแปลกๆเช่นให้อมบอระเพ็ดเนื่องจากพูดคุยในชั้นมากเกิน    พอเข้ามัธยมต้นเคยเปิดดูหนังสือเกี่ยวกับวินัยนักเรียนก็พบโทษประการหนึ่งคือ เฆี่ยน ตอนเช้าพอเดินเข้าโรงเรียนก็ต้องเดินแยกหญิงซ้าย ชายขวา มีอาจารย์ยืนคุมตลอด  ห้องปกครองที่ตึก1โรงเรียนบดินทรเดชาในสมัยนั้นก็ดูเป็นเหมือนแดนแห่งกฎระเบียบจะเข้าไปทีก็ต้องระมัดระวังทั้งผมเผ้า กิริยาการเดิน  ครูภาษาไทยที่โรงเรียนบางคนนอกจากจะถือไมโครโฟนกับลำโพงก็ถือไม้เรียวติดตัวเป็นภาพที่ติดตามาจนถึงทุกวันนี้    
เมื่อข้าพเจ้าย้ายโรงเรียนตอนมัธยมปลายมาอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา  บรรยากาศด้านระเบียบวินัยกลับเป็นอีกแบบ  ครูที่นี่ไม่ถือไม้เรียวเดินไปมาให้เห็น  แต่จะไปเน้นเรื่องระเบียบวินัยผ่านการพูดเสียมากกว่าเช่น นักเรียนเตรียมมองจากด้านหลังก็รู้ว่าเป็นนักเรียนเตรียม บรรยากาศในห้องปกครองก็ดูผ่อนคลายกว่าที่บดินทร์  ฉันไม่แน่ใจว่าโรงเรียนเตรียมสมัยนั้นยังใช้ไม้เรียวอยู่หรือไม่
 
สาเหตุที่บรรยากาศของทั้งสองโรงเรียนนี้ต่างกันน่าจะมาจาก
1.พื้นฐานทางครอบครัวของนักเรียนต่างกัน  โรงเรียนเตรียมมีภาพของนักเรียนที่พ่อแม่มีฐานะดี  การลงโทษด้วยไม้เรียวทำให้ครูคนหวดอาจเจอพ่อแม่ตามมาสวดได้  จริงๆภาพลักษณ์ดังกล่าวก็มีมานานแล้ว  ‘รงค์   วงษ์สวรรค์  อดีตนักเรียนเตรียมก็เคยกล่าวว่านักเรียนเตรียมสมัยเขาที่บ้านฐานะดีทั้งนั้น
2.ความหลากหลายของนักเรียนที่โรงเรียนบดินทรเดชามีมากกว่าทั้งจากวิธีการรับเด็กหากมองว่าการรับเด็กในพื้นที่อาจได้เด็กเฮี้ยวๆมาและการที่มีนักเรียนตั้งแต่ชั้นม.1ถึงม.6 ทำให้การปกครองต้องใช้วิธีเข้มงวดกว่า   ขณะที่โรงเรียนเตรียมอาจารย์มักคาดหวังว่าเด็กที่เข้ามาเรียนคือเด็กเก่งสอบเข้ามาได้และก็น่าจะเป็นเด็กดีด้วยทำให้มีความเข้มงวดน้อยกว่า   
 
แล้วสภาพความเป็นระเบียบของโรงเรียนไหนมีมากกว่ากัน   ข้อนี้ฉันรู้สึกว่านักเรียนโรงเรียนบดินทรเดชามีความเป็นระเบียบมากกว่า มาตรการไม้อ่อนของโรงเรียนเตรียมมักใช้ไม่ได้ผล ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้จะให้โรงเรียนไหนดีกว่ากันเพราะยังมีตัวแปรที่ไม่เหมือนกันคือ ตอนอยู่ม.ต้นฉันอยู่แต่ห้องคัดย่อมได้เห็นเด็กดีเป็นส่วนใหญ่ขณะที่ตอนอยู่ม.ปลายแม้จะอยู่ห้องคัดก็เป็นห้องสายศิลป์ซึ่งย่อมมีเด็กที่เฮี้ยวกว่าเป็นธรรมดา  อีกทั้งสมัยม.ปลายเป็นยุคเริ่มต้นของมือถือและอินเตอร์เนตทำให้พฤติกรรมของเด็กย่อมเปลี่ยนแปลงไปด้วย
 
เช่นนั้นแล้วไม้เรียวควรจะนำมาใช้ต่อไปหรือไม่ ?
คำว่า ไม้เรียวสร้างคน หรือ ได้ดีเพราะไม้เรียว ก็ถือว่ามีส่วนจริงอยู่  ปัญหาอยู่ที่ว่าความจริงสมัยเมื่อยี่สิบสามสิบปีที่แล้วจะยังเป็นความจริงในวันนี้หรือไม่   ไม้เรียวไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์ได้ด้วยตัวเองแต่มีฤทธิ์ได้ด้วยเพราะครูผู้ลงไม้นั้นใช้มันด้วยความยุติธรรม ด้วยจิตหวังดีแก่ศิษย์ในความดูแลจริงๆ  ในขณะที่ศิษย์ผู้เอาก้นมารับไม้เองก็ต้องมีสัญญาใจกับครูด้วยว่าตนยอมรับไม้เรียวนั้นเนื่องเพราะตนเคารพครู  เมื่อตนทำผิดครูย่อมมีสิทธิลงโทษ
 
พันธสัญญาดังกล่าวยังมีอยู่หรือไม่ในปัจจุบัน?
คำถามนี้ทำให้นึกถึงสมัยยังอยู่มัธยมเพราะครูทุกคนไม่ว่าจะสอนดีสอนแย่ยังไง  ฉันก็เรียกเขาเป็นเหมือนเพื่อนได้หมด บางทีเรียกชื่อห้วนๆ บางทีก็ใส่ฉายา ตอนไหนรู้สึกว่าครูทำตัวไม่ดีก็วิจารณ์กับเพื่อนแบบไม่เลี้ยง   แต่ถึงอย่างไรเมื่ออยู่ต่อหน้าครูฉันก็พินอบพิเทาได้อย่างเป็นธรรมชาติแม้ในใจอาจรู้สึกไม่นิยมครูคนนั้นก็ตาม  
 
ถ้าถามถึงเด็กพ.ศ.นี้คาดว่าถึงให้เป็นต่อหน้าครูเด็กก็อาจเรียกครูเหมือนเรียกเพื่อนไปแล้วก็ได้  ต้องยอมรับว่าความสัมพันธ์ของครูกับศิษย์ในสมัยนี้ไม่ได้เป็นเหมือนบทไหว้ครูปาเจราอีกต่อไปแล้ว   หากจะให้ไม้เรียวยังแรงฤทธิ์ต่อไปก็ต้องฟื้นความสัมพันธ์แบบสมัยยี่สิบสามสิบปีก่อนไปด้วยซึ่งไม่อาจทำได้ด้วยการจัดพิธีไหว้ครูทุกวันพฤหัสบดีที่สองของปีการศึกษา
 
ในทางกลับกันคุณครูสมัยนี้ก็โอดครวญถึงความเหลือขอของเด็กนักเรียนจนบางทีการหวดไม้เรียวก็ยังมีความจำเป็น  แต่การหวดไม้เรียวอันเป็นการลงโทษทางกายภาพก็มีปัญหาในตัวมันเองกับความคิดปัจจุบันเรื่องการใช้ความรุนแรงและสิทธิมนุษยชน
 
ปัญหาจริงๆของเรื่องนี้อาจไม่ใช่การหวดหรือการหักไม้เรียวแต่คำถามอาจอยู่ที่ทำอย่างไรครูจึงจะได้รับความเคารพกลับมาแม้อาจไม่ใช่เหมือนเมื่อสมัยก่อนก็ตาม
 
หากปล่อยปัญหานี้ทิ้งไว้เด็กในวันนี้อาจเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ไร้ระเบียบวินัยยิ่งกว่าปัจจุบันและอาชีพครูอาจมีภาพลักษณ์ไม่ต่างไปจากตำรวจ
 
โจ้
Posted in Uncategorized | 3 Comments

อาจารย์กรุณา กุศลาสัย

นี่คือเรื่องจริงของผู้ที่เกิดในประเทศไทยคนหนึ่ง
 
เด็กชายกิมฮง เป็นเด็กไทยเชื้อสายจีนเกิดที่จังหวัดนครสวรรค์ในปีพ.ศ. 2463เป็นลูกพ่อค้าฐานะพอสมควร   แต่ชะตาชีวิตพลิกผัน พ่อต้องติดคุกจากความผิดที่ไม่ได้ก่อและเสียชีวิตในคุกนั้น  แม่ที่ไม่ได้เตรียมพร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงกระทันหันก็สนใจการงานน้อยลงจนตรอมใจเจ็บป่วยตายตามไปอีกไม่นานนัก   เด็กชายกิมฮงกับพี่สาวต้องซัดเซพเนจรไปอาศัยผู้ใหญ่ทางนั้นทางนี้อยู่ ถูกกดขี่ข่มเหงมากน้อย  จนจุดเปลี่ยนมาถึงเมื่อพระโลกนาถภิกษุชาวอิตาลีจัดโครงการสามเณรใจสิงห์เพื่อพาคณะสงฆ์เดินทางไปอินเดีย  เด็กชายกิมฮงในวัย 13 ปีที่รู้สึกว่าตนหัวเดียวกระเทียมลีบ  อยู่เมืองไทยต่อไปก็คงไม่มีอะไรดีขึ้นจึงตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้าบวชเณรติดตามพระโลกนาถไปอินเดียด้วยและนาม  กรุณา  ก็ได้รับมาจากพระโลกนาถนี่เอง
 
ระหว่างการเดินทางที่พม่านั้นคณะสามเณรซึ่งประกอบด้วยเณรและพระภิกษุกว่า 200 รูป เกิดแตกสามัคคีกัน  ส่วนหนึ่งขอแยกกลับประเทศไทย  ส่วนหนึ่งไปต่อถึงอินเดีย  และในส่วนหลังนี้เมื่อปฏิบัติกิจเสร็จแล้วก็ขอตัวกลับไทยเช่นกัน เหลือเพียงแต่สามเณรกรุณาที่ขออยู่ศึกษาต่อด้านภาษาฮินดี สันสกฤต จนสอบได้เป็นที่ 1 ของทั้งประเทศอินเดียและได้รับทุนให้ศึกษาต่อไปอีก  ไม่นานหลังจากนั้นสงครามโลกครั้งที่สองอุบัติขึ้น  ประเทศอินเดียที่อยู่ในอาณานิคมของอังกฤษจับกุมผู้มีสัญชาติฝ่ายอักษะไว้เป็นเชลยไม่เว้นกระทั่งภิกษุกรุณาซึ่งจำต้องขอลาสิกขาเพราะสภาพความเป็นอยู่ไม่เหมาะแก่เพศสมณะ  ในค่ายเชลยการพูดภาษาฮินดีให้ประโยชน์แก่เขาไม่ใช่น้อยเพราะพอจะทำให้เจรจาขอส่วนแบ่งเล็กๆน้อยๆจากทหารยามอินเดียซึ่งเนื้อแท้แล้วเป็นคนจิตใจดี
 
เมื่อสงครามโลกสิ้นสุดลงทางอินเดียจัดการปล่อยตัวเชลยศึกกลับประเทศ  นายกรุณาปะติดปะต่อการเดินทางมาถึงกรุงเทพในสภาพไม่มีเงินสักแดงเดียวเหมือนตอนออกจากนครสวรรค์สิ่งที่มีสิ่งเดียวคือวิชาความรู้ที่สั่งสมมาจากภารตะประเทศ  เขาตัดสินใจเข้าไปสมัครงานที่สถานทูตอินเดียประจำประเทศไทยและศูนย์วัฒนธรรมไทย-ภารตะ   เมื่อพอมีที่กินที่นอนแล้ว  เขาตัดสินใจออกตามหาพี่สาวที่ไม่ได้เห็นหน้ากันมากว่าสิบปีจนสืบทราบได้ว่าเธอแต่งงานกับเจ้าหน้าที่สรรพากรอยู่ที่ลพบุรี   เมื่อไปถึงบ้านที่ลพบุรี  พี่สาวอุทานออกมาตามชื่อเดิม  กิมฮงใช่ไหม  สองพี่น้องได้กลับมาพบกันอีกครั้งและได้บอกเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาพร้อมน้ำตาแห่งความดีใจ
 
งานสอนภาษาฮินดีของกรุณาที่ศูนย์วัฒนธรรมไทย-ภารตะทำให้เขาได้พบกับ เรืองอุไร  หิญชีระนันท์  อาจารย์สอนภาษาไทยที่โรงเรียนวัดบพิตรพิมุข(เชิงสะพานพระปกเกล้าในปัจจุบัน)ที่มานั่งเรียนภาษาฮินดี ในช่วงนั้นกรุณาประสงค์จะแปลวรรณกรรมอินเดียเรื่อง กาพย์พุทธจริต ขึ้นสนองพระเดชพระคุณในงานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จฯกรมพระนครสวรรค์วรพินิต  ผู้อุปถัมภ์ด้านการเรียนของท่านที่อินเดีย   เขาจึงชวนเรืองอุไรซึ่งเชี่ยวชาญด้านภาษาไทยมาช่วยขัดเกลาสำนวนแปล   ความใกล้ชิดเริ่มจากการเป็นอาจารย์กับศิษย์  ผู้ร่วมงาน  แปรเปลี่ยนเป็นความรักและแต่งงานในท้ายที่สุด  อาจารย์ทั้งสองใช้ชีวิตคู่ร่วมกันที่บ้านใกล้โรงพยาบาลศิริราช
 
ชะตาชีวิตของอาจารย์กรุณากลับต้องผกผันอีกครั้ง  เนื่องจากการทำงานหนังสือพิมพ์ทำให้ได้รู้จักกับสังข์  พัธโนทัย  ผู้ใกล้ชิดจอมพล ป.  พิบูลสงคราม  ในท้ายที่สุดอาจารย์กรุณาได้เป็นหนึ่งในคนไทยสี่คนเป็นคณะทูตลับเชื่อมความสัมพันธ์ไทย-จีนในช่วงเวลาที่การเกี่ยวพันกับจีนแดงหมายถึงการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์    เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองพลิกผันรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์  ตามจับกุมผู้มีความเกี่ยวข้องกับประเทศจีน   อาจารย์กรุณาก็ไม่พ้นบ่วงแหดังกล่าวจึงต้องมาติดคุกครั้งที่สองในเมืองไทย   ระหว่างเวลาที่ถูกจองจำท่านไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์  งานเขียนจำนวนมากถูกสร้างขึ้นหลังลูกกรงห้องขังด้วยความช่วยเหลือประสานงานของอาจารย์เรืองอุไรที่มาเยี่ยมอยู่เสมอ  ในขณะที่ลูกเมียผู้ต้องขังรายอื่นๆอาจไหลออกจากสามีในคุกไปแล้ว
 
เมื่อคดีของท่านได้รับการถอนฟ้อง  อาจารย์กรุณาได้กลับมาใช้ชีวิตกับครอบครัวอีกครั้งกับพลังใจในการทำงานเพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านภารตวิทยาที่ยังเต็มเปี่ยม   พร้อมกับการยกย่องต่างๆจากการทำงานเพื่อสังคมมานาน   ในงานรับรางวัลศรีบูรพาประจำปี 2538 อาจารย์กรุณาได้กล่าวไว้ว่าเขาเชื่อเสมอว่า The best is yet to come ทำให้เขามีความหวังว่าสิ่งดีๆกำลังจะตามมาและสิ่งร้ายๆที่ประสบพบเจอก็จะผ่านพ้นไป   ส่วนเงินรางวัลศรีบูรพา 50,000 บาทนั้นเขาขอคืนให้แก่กองทุนศรีบูรพาทั้งหมด
 
ทั้งหมดนี้คือประวัติโดยสรุปของนายกรุณา  กุศลาสัย จากหนังสืออัตชีวประวัติ  ชีวิตที่เลือกไม่ได้ 
 
ในวัยหลัง 80 อาจารย์กรุณาได้ทำหน้าที่เป็นดวงตาและไม้เท้าให้แก่ภรรยาที่ประสาทตาเริ่มเสื่อมเนื่องจากต้องตรากตรำตรวจข้อสอบครูทั่วประเทศซึ่งท่านก็ทำหน้าที่ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องโดยคำนึงถึงคุณของภรรยาผู้เป็น อรธางคินี (ผู้เป็นครึ่งหนึ่งของสามี)  จนกระทั่งช่วงหลังรับรางวัลศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ในปี 2546 อาจารย์กรุณาเริ่มล้มป่วยด้วยโรคพาร์กินสันและโรคสมองเสื่อม
 
วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม 2551  ตอนสาย ข้าพเจ้ามาที่โรงพยาบาลศิริราชตามที่นัดไว้กับน้ายุ้ยลูกสาวของอาจารย์กรุณา-เรืองอุไร  กุศลาสัย   อาจารย์กรุณามีข่าวล้มป่วยมาได้เป็นปีแล้วข้าพเจ้าบังเอิญไปเห็นอีเมล์ของลูกสาวที่มาโพสขอบคุณจึงลองส่งเมล์ไปพูดคุย   ลูกสาวของอาจารย์ยินดีที่เห็นคนรุ่นข้าพเจ้ายังสนใจศึกษาด้านนี้รวมถึงอยากได้จะมอบหนังสือให้เป็นขวัญกำลังใจในการไปเรียนต่อต่างประเทศ  เราจึงได้นัดพบกันเวลาดังกล่าวซึ่งเป็นช่วงที่ท่านต้องพาพ่อและแม่มาตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลศิริราช 
 
ข้าพเจ้าได้พบกับอาจารย์เรืองอุไรก่อน  แม้วัยจะมากแต่ท่านยังคงมีผิวพรรณดี  ต่อมาน้ายุ้ยพาไปพบอาจารย์กรุณาโดยบอกว่า มีแฟนหนังสือจะเดินทางไปเรียนกฎหมายที่ประเทศฝรั่งเศส  อาจารย์กรุณากล่าวแสดงความยินดีพร้อมกับจับมือข้าพเจ้าทั้งยังเซ็นมอบหนังสือสองสามเล่มให้แก่ข้าพเจ้าด้วย   จากนั้นข้าพเจ้าได้ไปนั่งคุยเป็นเพื่อนอาจารย์เรืองอุไรได้ฟังเรื่องเก่าๆอันเป็นสาระ   อาจารย์เรืองอุไรศึกษาชั้นปริญญาตรีที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การที่บ้านอยู่ทางวังหลังท่านเล่าว่าท่านต้องนั่งเรือข้ามฟากมาที่ท่าช้างแล้วจ้างรถต่อไปทีเดียวหลายๆคน   ไม่ต่างอะไรกับการขึ้นแท็กซี่เจ็ดคนของนิสิตสมัยนี้มากนัก   ใกล้เที่ยงข้าพเจ้าขอตัวลานั่งเรือต่อไปลงที่ท่าเทเวศร์เพื่อไปทำธุระต่อที่สำนักงานก.พ.ถนนพิษณุโลก
 
เมื่อข้าพเจ้าเดินทางมาต่างประเทศแล้วยังได้ติดต่อน้ายุ้ยอยู่บ้างโดยเฉพาะในวันเกิดของอาจารย์กรุณา วันที่ 10 พฤษภาคม ซึ่งข้าพเจ้าจำได้ดีเพราะถัดจากวันเกิดข้าพเจ้าไปหนึ่งวัน(แต่ก่อนหน้านั้น 65 ปี)
 
อาจารย์กรุณา   กุศลาสัย  เสียชีวิตเมื่อเย็นวันที่ 13 สิงหาคม 2552 ที่บ้านเขตบางกอกน้อย  รวมอายุได้  89  ปี   
Posted in Uncategorized | 3 Comments

เรื้อกระดาษ

เป็นเวลานานมากแล้วที่ฉันไม่ได้อัพบลอก
 
ในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นมีเรื่องราวต่างๆเกิดขึ้นมากมายจนตัวเองก็ขี้เกียจเล่า   สำหรับฉันแล้วบลอกนี้ยังเป็นทางเลือกที่ดีเสมอสำหรับการเขียนเพื่อบันทึก เพื่อระบาย แม้ว่าจะไม่มีออพชั่นหลากหลายเท่าเฟซบุคซึ่งเข้าแทบทุกวัน  แต่บลอกนี้ก็ผูกพันกับฉันมายาวนานเกินจะปล่อยทิิ้งไปได้
 
พรุ่งนี้ก็เป็นวันแม่แล้ว  แม้บ้านของฉันจะไม่ได้ใส่ใจกับความสำคัญของวันนี้มากนัก  แต่มันก็เป็นสัญลักษณ์ที่กระตุ้นเตือนให้นึกถึงแม่ขึ้นมาบ้าง
 
เมื่อไม่นานมานี้มาดามคนหนึ่งได้ถามถึงระดับความคิดถึงบ้านของฉัน  น่าแปลกที่ช่วงแรกของการมาอยู่ที่ฝรั่งเศส  ฉันกลับแทบไม่มีปัญหานี้เลย  แต่ในทางกลับกัน  เมื่อต้องมาอยู่ที่ตูลูสพร้อมๆกับปัญหาที่มีมาเรื่อยๆทำให้ข้าพเจ้านึกถึงครอบครัวมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
 
จริงๆอยากเขียนมากกว่านี้   แต่ง่วงเต็มที  คิดเสียว่าเขียนแบบเคาะสนิมละกันนะท่านผู้อ่าน
 
โจ้
ป.ล. เนื่องในโอกาสวันแม่ขอให้แม่ของลูกทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงครับ 
Posted in Uncategorized | 2 Comments

วันจักรี สะพานพุทธ คนไทย

พรุ่งนี้หกเมษายนที่ประเทศไทยจะเป็นวันจักรี   เพื่อนของข้าพเจ้าคนหนึ่งได้แปะเรื่องราวเกี่ยวกับวันสำคัญนี้ไว้ในเวบเฟซบุคของเขา   แต่ข้าพเจ้าคงไม่เอามาเล่าในที่นี้เพราะส่วนใหญ่แฟนๆบลอกก็คงทราบประวัติของวันจักรีนี้พอสมควร

ที่อยากจะเล่าก็คงเป็นเรื่องว่าวันจักรีทำให้นึกถึงอะไร   แน่นอนข้าพเจ้าไม่ได้นึกถึงวันหยุดเพราะเดือนเมษาปกติเราก็ปิดเรียนอยู่แล้ว แต่สำหรับเพื่อนที่ทำงานคงแอบดีใจเล็กๆเพราะจะได้พักผ่อนสักหนึ่งวัน    แต่วันจักรีนี้ทำให้นึกถึงสะพานพุทธและพื้นที่บริเวณเชิงสะพานฝั่งพระนคร    ในบรรดาสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่เคยเดินข้ามข้าพเจ้าชอบสะพานพุทธมากที่สุด  คาดว่าผู้สร้างสะพานนี้คงนึกถึงคนเดินข้ามด้วย  ทางเดินแม้จะไม่ยาวเท่าไรแต่ก็ปูด้วยอิฐให้ความรู้สึกรื่นรมย์เวลาข้าม  ส่วนเชิงสะพานฝั่งพระนครนั้นข้าพเจ้าได้ไปบ่อยๆก็ช่วงปีสี่กับช่วงเรียนจบแล้วเพราะมักตามเพื่อนไปเดินสะพานเหล็กแล้วแวะเลยไปกินโรตีหน้าเพาะช่างเยื้องโรงเรียนเก่าของเพื่อนก็รู้สึกได้ว่าเป็นย่านที่มีชีวิตชีวา   อีกสถานที่หนึ่งที่จะลืมไม่ได้แถวสะพานพุทธคือ วัดราชบูรณะ หรือวัดเลียบจะว่าไปก็เป็นวัดที่ค่อนข้างอาภัพแม้จะได้ชื่อว่าเป็นวัดสำคัญหนึ่งในสามวัดตามโบราณราชประเพณีที่ว่าพระนครต้องมีวัดมหาธาตุ วัดราชประดิษฐ์ และวัดราชบูรณะ แต่เนื่องจากมีที่ตั้งอยู่ระหว่างโรงไฟฟ้ากับสะพานพุทธพอดี  วัดเลียบเลยต้องรับลูกระเบิดจากฝ่ายสัมพันธมิตรจนราบเป็นหน้ากลองเว้นไว้ก็แต่พระปรางค์โบราณสมัยรัชกาลที่สามนับๆอายุได้พอๆกับพระปรางค์วัดอรุณฯ   แต่อนิจจาเยื้องไปอีกฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำพระปรางค์วัดอรุณดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มหาศาล  ส่วนพระปรางค์และวัดราชบูรณะกลับถูกลืม

อีกเรื่องหนึ่งที่วันจักรีทำให้นึกถึงคือ ความเป็นคนไทย  แต่ข้าพเจ้าคงไม่ได้พูดถึงว่าเป็นคนไทยต้องจิตใจงาม ยิ้มง่าย โอบอ้อมอารี แบบตำราสปช.สมัยประถม  แต่มันทำให้นึกถึงคำที่ญาติๆพูดอยู่เสมอว่าเราต้องไม่ลืมว่าบรรพบุรุษเรามาจากเมืองจีน  เหตุที่ต้องโดนเตือนแบบนี้ก็เพราะในบางคราวข้าพเจ้าเรียกบุพการีว่า พ่อ แม่ แทนที่จะเรียกป๊า ม้า ตามอย่างลูกหลานจีนที่ดี   ก็อยากจะบอกทุกคนว่า ไม่ต้องกลัวว่าข้าพเจ้าจะลืมตนว่าเป็นลูกหลานจีนเพราะอยู่ที่นี่ถูกกระตุ้นหลายครั้งทั้งจากฝรั่งที่เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์คิดว่าเราเป็นคนจีน  รวมทั้งจากคนจีนด้วยกันเองที่บุกเข้ามาพ่นภาษาจีนใส่  ก็ต้องปฏิเสธเป็นพัลวันบอก ไม่ใช่โว้ย กูไม่ใช่คนจีน  บางทีบอกไปแบบนี้  มันยังถามต่ออีกแล้ว พูด ฟัง ภาษาจีนไม่ได้เลยเหรอ  ก็ไม่ได้อ่ะ  ให้ทำไง  คราวหนึ่งไปเดินเล่นกับเพื่อนฮ่องกง(ซึ่งเขาก็นิยามว่าตนเองเป็นจีน) พอบอกไปว่าบรรพบุรุษอพยพมาจากจีนได้สองชั่วอายุคนแล้ว คุณเพื่อนก็ว่า แบบนี้น่าจะพูดจีนได้บ้างเหอะ  ก็ต้องดักคอไปว่า อยากคุยจีนกับฉันมากใช่ไหม  ทีฉันยังไม่คาดหวังให้แกพูดภาษาไทยกับฉันบ้างเลย   

ถึงกระนั้นก็ตามข้าพเจ้าก็ยังมีความพอใจเต็มที่ที่จะปฏิเสธใครต่อใครว่าฉันไม่ใช่คนจีนนะ  ฉันเป็นคนไทย แม้ว่าประเทศไทยจะมีอะไรไม่ดีๆอยู่มากแต่มันก็คือตัวตนที่แท้จริงของเรา  ในวันจักรีนี้ทำให้ข้าพเจ้าสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์  สำนึกในความเมตตาของประเทศๆนี้ ที่ต้อนรับคนจีนอพยพเข้ามารุ่นแล้วรุ่นเล่า  คงกล่าวได้เพียงคำว่าขอบคุณๆๆ

ในยามที่ประเทศจีนลำบากก็มีประเทศไทยให้ความช่วยเหลือ    แต่ข้าพเจ้าสงสัยว่าในสถานการณ์กลับกันเขาจะช่วยอะไรเราไหม(คำถามนี้ไม่ใช่การคาดหวังแต่อยากทราบข้อเท็จจริง)

Posted in Uncategorized | 1 Comment

นินทาชาวโลกในลียง

ตั้งชื่อหัวข้อล่อเป้าผู้อ่านอีกแล้ว(เพราะมีคนแนะนำว่าถ้าเขียนเรื่องแนวนินทาจะขายดี ฮ่าๆๆ)  นี่ก็หกเดือนกว่าแล้วที่ได้มาอยู่ที่นี่เลยขอฉลองด้วยการกล่าวถึงคนชาติต่างๆที่ได้ประสบพบเจอมาตลอดหกเดือน   ก่อนอ่าน : ที่เขียนขึ้นนี้คือสิ่งที่เจอฉะนั้นย่อมเต็มไปด้วยอคติ  ไม่ต้องคิดว่าคนชาตินั้นนิสัยแย่ๆก็มี  คนชาตินี้นิสัยดีๆก็มาก  แต่สิ่งที่จะเขียนคือสิ่งที่ได้พบเจอ

คนญี่ปุ่น :  ในหมู่คนเอเชียด้วยกันย่อมสามารถแยกได้ว่าหน้าตาแบบไหนเป็นญี่ปุ่น  จีน  เกาหลี    จีนกับเกาหลีอาจยากหน่อย  แต่ญี่ปุ่นค่อนข้างโดดออกมาชัดเพราะสาวญี่ปุ่นค่อนข้างเปรี้ยวในการแต่งกาย คือ มีแอกเซสซอรี่ประดับกายค่อนข้างเยอะ  ในขณะที่ถ้าเป็นสตรีญี่ปุ่นมีอายุหน่อยก็จะเปรี้ยวน้อยลงแต่จะได้ความเรียบร้อยสุขุมมาแทน   สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อดีของสาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ที่ท่านชายปรารถนาคือ เธอขยันทำงานบ้านค่อนข้างมาก  มีวันหนึ่งขึ้นไปกินข้าวเย็นโดยบังเอิญที่ห้องเพื่อนชั้นบนโดยร่วมวงชายล้วนมีสาวญี่ปุ่นร่วมด้วยคนเดียว  พอกินเสร็จเอาจานไปไว้ในอ่าง  สาวญี่ปุ่นลุกขึ้นทำท่าจะไปล้าง  บรรดาท่านชายต่างห้ามปรามบอกว่าไว้ล้างพรุ่งนี้  คุณเธอก็ตอบชัดถ้อยว่า Non, c’est mon obsession แปลว่า ไม่ได้ ฉันต้องทำ มันเป็นความหมกมุ่นของฉัน !!  ยกนิ้วให้เลย แม่บ้านญี่ปุ่น   ส่วนชายญี่ปุ่นที่เจอก็หลากหลายมีทั้งแนวเรียบร้อย  แนวฮาๆ(เจอคนทำอาหารญี่ปุ่นเก่งมาก อิ่มไปหลายมื้อ)  แนวหื่น เจอแค่ครึ่งชั่วโมงก็จำไปอีกนาน    ประเด็นสำคัญคือ ภาษาฝรั่งเศสสำเนียงญี่ปุ่นฟังยากพอควร

คนเกาหลี : อยู่มานานแล้วยังไม่เคยเจอหนุ่มเกาหลี(แต่ดีแล้ว ไม่อยากเจอ)  ส่วนสาวเกาหลีเจอมาแล้วสามคนก็ออกแนวขาวธรรมชาติแล้วก็พูดออกช้าๆนิดนึงแต่โดยรวมแล้วอัธยาศัยดีมาก(ทำให้ไม่อยากเจอหนุ่มเกาหลีไงเดี๋ยวภาพดีๆที่มีจะหาย)

คนจีน : คนจีนนี่จริงๆต้องแบ่งก่อนว่าจีนแผ่นดินใหญ่ หรือจีนฮ่องกง ถ้าเป็นจีนฮ่องกงจะขัดๆหน่อยเวลาเห็นว่าเขามีชื่อจีนอยู่แล้ว แต่ดันต้องหาชื่อเล่นภาษาอังกฤษมาประกอบด้วยซึ่งมันดูไม่เข้ากันอย่างแรง(แล้วชื่อเล่นกูล่ะ)  ส่วนสาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่เจอนิสัยค่อนข้างดีและทำให้เข้าใจว่าหมวยจีนกับหมวยไทยต่างกันยังไง คือ หมวยจีน เขาของแท้ไม่ต้องแต่งหน้ามากมายอะไรก็ดูดี  แต่เรื่องความสวยนี่แล้วแต่คนจริงๆ   ส่วนหนุ่มจีนเคยเจอแวบเดียวไม่มีอะไรให้นึกถึงนัก

คนไต้หวัน : จะว่าคนไต้หวันมีลักษณะทางกายภาพแบบคนจีนก็ว่าได้แต่คนไต้หวันนั้นมักมีชื่อภาษาอังกฤษด้วยแบบคนจีนฮ่องกงแล้วก็จะดูเปรี้ยวๆกว่าคนจีนหน่อยนึง

ตอนเทอมแรกนั้นในห้องเรียนมีจีน ญี่ปุ่น เกาหลี อย่างละสาม ซึ่งก็พูดคุยสนิทสนมกันดี  ดูแล้วรู้สึกประทับใจและทำให้รู้ว่าความขัดแย้งระหว่างชาติมันเป็นเรื่องของผู้ปกครองซะเป็นส่วนมาก(แต่ในทางกลับกันยังไม่เห็นคนจีนกับคนไต้หวันคุยกันแบบจริงจังมากนัก)เพราะคนจีนที่คิดว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งก็มีที่ไม่คิดก็มี  ขณะที่คนไต้หวันที่ต้านจีนก็มีและที่เฉยๆก็น่าจะมี(แต่น้อยกว่า แหะๆ)

คนอินเดีย : คนอินเดียเคยเจอมาแล้วสองคนและเป็นอินเดียที่นับถือคริสต์ทั้งคู่ที่เจอคนแรกจะมาเรียนเป็นพระดูเป็นคนเงียบอาจเป็นเพราะเขายังไม่ถนัดภาษาฝรั่งเศสมากนัก   ส่วนอินเดียอีกคนที่เจอก็จะมาแนวพูดตรง พูดเก่ง ซึ่งทำให้รำคาญมากเพราะตอนเรียนในคลาสมันจะเป็นแนวพูดออกเสียงแต่ไม่ดังเหมือนเปรยให้ตัวเองแต่ให้คนใกล้ๆได้ยินด้วยและเป็นพวกพูดไปเรื่อย พูดไม่มีเรื่องมีราวทำให้อารมณ์เสียได้ง่ายอยู่(ขนาดตอนพิมพ์อยู่นี่ยังอารมณ์เสียเลย)

เปลี่ยนทวีปมาทางยุโรปตะวันออกที่เจอนั้นมีคนรัสเซีย  คนอัลเมเนีย และคนโปแลนด์   จุดร่วมกันทางฝ่ายชายคือ เป็นคนพูดเสียงหนัก ดัง ฟังชัด  ซึ่งตอนแรกๆจะทำให้ดูดุๆน่ากลัว  แต่จริงๆแล้วก็นิสัยปกติ  ส่วนฝ่ายหญิงเคยเจอแต่สาวโปแลนด์ที่หอพักซึ่งมีแม่มาพักด้วย(จนถึงตอนนี้เกือบสามเดือนแล้ว  มาพักได้ไงก็ไม่ทราบ งง) ทั้งคุณแม่คุณลูกนิสัยร่าเริงสดใสชอบแต่งกายใส่เสื้อผ้าสีสดจนเป็นเอกลักษณ์   ภาษาโปแลนด์ยากมากแค่จะพูด Bon Appetit ในภาษาโปแลนด์ซึ่งเป็นคำสั้นๆพอพูดไปสิบวิ  ลืมซะละ   อ่อ ได้รู้จักคนฝั่งยุโรปตะวันออกอีกชาตินึงเป็นสาวเบลารุสซึ่งอยู่ที่หอเช่นกันอัธยาศัยค่อนข้างดีและมักเจอบ่อยตอนจะไปอาบน้ำเพราะเธอนุ่งกระโจมเดินไปอาบน้ำประหนึ่งเป็นบ้านเธอเองมองไปก็หวิวดีๆ

ข้ามมาทางอีกฝั่งหนึ่งของยุโรปบ้างกับประเทศเพื่อนบ้านของฝรั่งเศสนั่นคือสเปน   คนสเปนนั้นเป็นคนตรงไปตรงมาคิดไงก็ว่าไปตามนั้น  สำคัญคือพูดเก่งเพราะภาษาสเปนกับฝรั่งเศสไม่ต่างกันมาก  ปัญหาของชาวสเปนคือการออกเสียงเพราะมีคำบางคำที่เขียนเหมือนกันทั้งสองภาษาแต่อ่านไม่เหมือนกัน  เช่น  que  ฝรั่งเศสอ่าน  เก๊อะ   สเปนอ่าน  เก๊ะ  แล้ว que ในภาษาฝรั่งเศสเป็นคำที่ใช้บ่อยมากๆ  เราก็จะได้ยินหนุ่มสาวชาวสเปนออกเสียงเก๊ะๆกันบ่อยๆ   อีกคำหนึ่งที่เป็นจุดตายของชาวสเปนคือคำว่า voyager เพราะคนสเปนออกเสียง  จ. หรือ ฌ. ไม่ได้   voyager เป็นกริยาแปลว่า ท่องเที่ยว ออกเสียง วัว-ยา-เฌ่   พอคนสเปนมาก็ซัดไปเลย  วัว-ยา-เย่  แล้วพยายามเท่าไรก็แก้ไม่หายซะที

ก่อนจะข้ามทวีปไปดันลืมประเทศที่ครึ่งๆระหว่างเอเชียกับยุโรปไปนั่นคือ ตุรกี  นร.ตุรกีที่เจอเป็นพวกที่ได้ทุนรัฐบาลมาเรียนต่อโทที่นี่ซึ่งพวกเขาจะรู้จักกันดีมากและเป็นคนอัธยาศัยดี  หน้าตาของคนตุรกีจะค่อนข้างหลากหลายเพราะเป็นประเทศที่ผสมคนไว้หลากหลายชาติพันธุ์มาก  ผู้ชายตุรกีที่เจอจะออกแนวคมมีหนวดมีเคราเยอะหน่อย  ขณะที่สาวตุรกีนั้นฉีกไปเลยบางคนขาวผมบลอนด์แบบยุโรป  บางคนผิวสีดำแดง   บางคนผมดำไปเลย

ลงมาทวีปแอฟริกาคนทวีปนี้ที่เจอก็แบ่งได้เป็นประเทศอาณานิคมเก่าฝรั่งเศสซึ่งอาจมีผิวขาวแซมมาบ้างเพราะในยุคอาณานิคมก็มีคนฝรั่งเศสไปตั้งรกรากอาศัยอยู่  ส่วนประเทศอื่นนอกอาณานิคมนั้นก็ผิวดำกันหมด  ประเทศอดีตอาณานิคมยังพอพูดฟังได้ทันบ้าง  ขณะที่หากมาจากประเทศแอฟริกาอื่นแล้ว  เขาพูดเร็วมากจนฟังแทบไม่ออก

ข้ามมหาสมุทรไปทางฝั่งอเมริกา  อยู่ที่นี่นั้นเราได้เจอนักเรียนอเมริกาบ้างซึ่งเขาก็เป็นแบบเมก๊า เมกา ที่เจอในหนังน่ะแหละ  คือแนวเด็กเรียนๆก็มี  แนวจิตๆแบบ geeks ก็มี   และแนวฉันสวย  ฉันเด่น ก็มี แต่ก็พอรู้จักได้ไม่ถึงกับมีพิษมีภัย

ลงมาฝั่งอเมริกาใต้กล่าวรวบยอดได้ว่าคนทางนี้จะคล้ายกับทางสเปนคือ สนุกสนาน ชอบเต้น(คนฝรั่งเศสก็ชอบเต้นเหมือนกัน) มาแนวง่ายๆสบายๆไม่คิดอะไรมากที่เจอก็มีทั้ง เม็กซิโก  ซุรินัม  บราซิล  ชิลี  ก็ฮาเฮดี

คนไทย : ไม่ต้องพูดอะไรมาก คนไทยก็คือคนไทย ไปอยู่ที่ไหนก็คือคนไทย  คนไทยก็เหมือนอากาศแม้บางทีจะมีควันพิษอยู่บ้างแต่เราก็ขาดไม่ได้

โจ้

Posted in Uncategorized | 9 Comments